ปลดล็อกกำไรไม่รู้จบ ธุรกิจรักษ์โลกด้วย 5 กลยุทธ์สุดยอดปี 2025

webmaster

친환경 기업의 경영 전략 - **Prompt 1: Mindful Shopping at a Thai Eco-Market**
    "A vibrant, sunlit image of a diverse group ...

ก้าวสู่ยุคใหม่: ทำไมธุรกิจสีเขียวถึงเป็นมากกว่าแค่กระแสแต่คืออนาคต!

친환경 기업의 경영 전략 - **Prompt 1: Mindful Shopping at a Thai Eco-Market**
    "A vibrant, sunlit image of a diverse group ...

หัวใจสำคัญของการปรับตัวในโลกปัจจุบัน

สวัสดีค่ะทุกคน! 🥰 ในฐานะคนที่เป็นทั้งนักเดินทางและผู้ประกอบการตัวเล็กๆ อย่างฉันเนี่ย บอกเลยว่าช่วงนี้เห็นเทรนด์หนึ่งที่มาแรงมากๆ จนอดเอามาเล่าให้ฟังไม่ได้เลยค่ะ นั่นก็คือเรื่องของ “กลยุทธ์การบริหารธุรกิจแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อม” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า Green Business หรือ ESG นั่นเองค่ะ สมัยนี้แค่สินค้าดี บริการเลิศอาจจะไม่พอแล้วนะคะ เพราะผู้บริโภคอย่างเราๆ หันมาใส่ใจโลกมากขึ้นเยอะเลยค่ะ จากที่ฉันได้ศึกษาข้อมูลมานะ มีผลสำรวจที่น่าสนใจว่าคนไทยกว่าครึ่งยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมหลายๆ บริษัทในบ้านเราก็เริ่มปรับตัวกันยกใหญ่ หันมาใช้แนวทางที่ยั่งยืนกันเต็มไปหมดเลยค่ะ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของภาพลักษณ์ภายนอกอย่างเดียว แต่มันเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวจริงๆ ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับเทรนด์นี้มาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเราทุกคนกำลังก้าวไปข้างหน้าเพื่อโลกที่ดีขึ้นด้วยกันค่ะ เคยสงสัยกันไหมคะว่าทำไมธุรกิจยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขนาดนี้?

แล้วเราในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการจะปรับตัวและสร้างประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง? บอกเลยว่าถ้าใครยังคิดว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นแค่เรื่องขององค์กรใหญ่ๆ เท่านั้น ลองมองใหม่นะคะ เพราะทุกวันนี้ผู้บริโภคอย่างเราๆ มีพลังในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ฉันเห็นเองเลยว่าร้านค้าเล็กๆ แถวบ้านที่หันมาใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก หรือลดการใช้พลาสติก ก็มีลูกค้าขาประจำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ การทำธุรกิจแบบใส่ใจสิ่งแวดล้อมจึงไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “ทางรอด” ที่สำคัญมากๆ ในโลกธุรกิจยุคนี้เลยก็ว่าได้ค่ะ มันคือโอกาสทองที่เราจะสร้างความแตกต่างและสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้ธุรกิจของเราโดดเด่นออกมาได้อย่างแท้จริงนะคะ

เสียงจากผู้บริโภค: ทำไมพวกเขาถึงมองหาธุรกิจสีเขียว?

จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง เวลาที่เลือกซื้อของใช้ส่วนตัว หรือแม้แต่เลือกที่พักเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ฉันก็มักจะมองหาแบรนด์ที่ชัดเจนในเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนเสมอเลยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นแบรนด์ไทยที่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการลดผลกระทบต่อโลกของเรานะ ยิ่งรู้สึกอยากสนับสนุนเป็นพิเศษเลยค่ะ ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวนะคะ แต่เพื่อนๆ รอบตัวฉันหลายคนก็คิดแบบนี้เหมือนกันค่ะ เราเริ่มตระหนักแล้วว่าสิ่งที่เราเลือกซื้อกินเลือกใช้ มีผลกระทบต่อโลกใบนี้โดยตรง ยิ่งช่วงหลังๆ มานี้ที่เราต้องเผชิญกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฝุ่น PM2.5 ในบ้านเรา หรือปัญหาขยะพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อทะเลสวยๆ ของไทยเราเอง ทำให้ผู้คนยิ่งหันมาใส่ใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้น การที่ธุรกิจแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่สร้างปัญหา ย่อมสร้างความผูกพันและความภักดีจากลูกค้าได้เป็นอย่างดีค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น สื่อสังคมออนไลน์ก็มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ข้อมูล ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลและเปรียบเทียบแบรนด์ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ใครที่ทำดีก็ยิ่งได้รับคำชื่นชมและบอกต่ออย่างรวดเร็วค่ะ การทำธุรกิจสีเขียวจึงเป็นการลงทุนในระยะยาวที่คุ้มค่ามากๆ ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ที่ดีและความภักดีของลูกค้าเลยนะคะ

ประโยชน์ที่มองเห็นได้: ทำไมการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวถึงคุ้มค่าทุกการลงทุน

ลดต้นทุน สร้างกำไร ด้วยแนวคิดที่ยั่งยืน

หลายคนอาจจะคิดว่าการทำธุรกิจสีเขียวต้องลงทุนสูงมากใช่ไหมคะ? เอาจริงๆ ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ แต่พอได้ลองศึกษาและลงมือทำกับธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองแล้ว กลับพบว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไปเลยค่ะ การปรับเปลี่ยนบางอย่าง เช่น การลดการใช้พลังงานในออฟฟิศ การเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED หรือการบริหารจัดการขยะอย่างเป็นระบบ มันช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ ลองนึกดูสิคะว่าถ้าเราลดปริมาณขยะที่ต้องส่งไปกำจัดได้เยอะขึ้น ก็เท่ากับลดค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะไปได้อีก หรือถ้าเราสามารถลดการใช้กระดาษลงได้ ก็ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อกระดาษและหมึกพิมพ์ไปได้อีกเยอะเลยค่ะ นอกจากนี้ การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางครั้งอาจจะมีราคาเริ่มต้นสูงกว่า แต่ถ้าเราสามารถนำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของวัตถุดิบนั้นๆ ให้กับลูกค้าได้ พวกเขาก็จะยินดีจ่ายเพิ่มขึ้นค่ะ เพราะมันไม่ใช่แค่ซื้อสินค้า แต่คือการซื้อ “คุณค่า” และ “ความยั่งยืน” ไปพร้อมกัน ฉันเห็นหลายๆ แบรนด์ในประเทศไทยที่ประสบความสำเร็จจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก หรือสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล โดยที่สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าสินค้าทั่วไป และลูกค้าก็เต็มใจที่จะจ่ายด้วยรอยยิ้มค่ะ นี่คือการเปลี่ยนต้นทุนให้เป็นโอกาสและสร้างกำไรในรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนจริงๆ ค่ะ

สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่งและโดดเด่นในตลาด

ยอมรับเลยว่าในโลกที่ทุกธุรกิจแข่งขันกันดุเดือด การสร้างความแตกต่างเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ และการเป็นธุรกิจสีเขียวเนี่ย ถือเป็นไม้เด็ดที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์ของเราโดดเด่นออกมาจากคู่แข่งได้อย่างชัดเจนเลยนะคะ ลองนึกภาพดูว่าถ้ามีสินค้าสองชนิดที่คุณภาพใกล้เคียงกัน แต่หนึ่งในนั้นมีเรื่องราวของการใส่ใจสิ่งแวดล้อม มีการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง คุณจะเลือกซื้ออะไรคะ?

แน่นอนว่าหลายคน รวมถึงฉันเอง ก็มักจะเลือกแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบมากกว่าค่ะ การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแบบนี้ไม่ได้แค่ดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ ได้เท่านั้นนะคะ แต่ยังช่วยรักษาฐานลูกค้าเก่าให้เหนียวแน่นอีกด้วยค่ะ ลูกค้าจะรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจที่ทำสิ่งดีๆ ให้กับโลก และพวกเขาก็จะกลายเป็นกระบอกเสียงที่ดีในการบอกต่อเรื่องราวดีๆ ของแบรนด์เราออกไปค่ะ นอกจากนี้ การมีภาพลักษณ์ที่ดีในเรื่องความยั่งยืน ยังช่วยให้เราเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อีกมากมาย ทั้งการได้รับความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐและเอกชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ หรือแม้แต่การดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพที่มองหาองค์กรที่มีคุณค่าและเป้าหมายที่ชัดเจนค่ะ ฉันเชื่อว่าการลงทุนในการสร้างแบรนด์สีเขียวเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่คุ้มค่ามากๆ เลยล่ะค่ะ

Advertisement

เริ่มต้นง่ายๆ สไตล์ SME: ปรับตัวอย่างไรให้ยั่งยืนและสร้างกำไร

สำรวจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายในองค์กร

สำหรับผู้ประกอบการ SME อย่างเราๆ ที่อาจจะไม่ได้มีงบประมาณมหาศาลเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ก็ไม่ต้องกังวลไปเลยนะคะ การเริ่มต้นทำธุรกิจสีเขียวไม่จำเป็นต้องเริ่มจากอะไรที่ใหญ่โตเสมอไปค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง การเริ่มจากการสำรวจและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ภายในองค์กรนี่แหละค่ะคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ลองมาดูกันสิคะว่าในแต่ละวันเรามีการใช้ทรัพยากรอะไรบ้าง?

เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การใช้กระดาษ หรือแม้แต่การจัดการขยะในแต่ละวันค่ะ จากนั้นค่อยๆ หาทางลดการใช้หรือเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรเหล่านั้น เช่น ติดป้ายรณรงค์ให้ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้ การเลือกใช้กระดาษรีไซเคิล หรือการแยกขยะให้ถูกประเภทเพื่อส่งต่อให้ผู้รับผิดชอบนำไปรีไซเคิลต่อได้ง่ายขึ้นค่ะ สิ่งเล็กๆ เหล่านี้อาจจะดูไม่สำคัญ แต่มันช่วยลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้จริงนะคะ แถมยังเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับพนักงานทุกคนในองค์กรอีกด้วยค่ะ การเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้ควรจะมาจากความสมัครใจและความเข้าใจถึงประโยชน์ที่ได้รับ ไม่ใช่แค่ทำตามคำสั่งนะคะ พอทุกคนเข้าใจและร่วมมือกัน มันก็จะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ดีที่ยั่งยืนไปเองเลยค่ะ

เลือกใช้ซัพพลายเออร์และวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อโลก

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญและฉันอยากแนะนำมากๆ สำหรับ SME ก็คือการเลือกเฟ้นหาซัพพลายเออร์และวัตถุดิบที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมค่ะ เรื่องนี้ฉันเองก็ให้ความสำคัญมากๆ กับธุรกิจของฉันเลยค่ะ เพราะต้นทางของสินค้าหรือบริการของเราเนี่ย มีผลกระทบโดยตรงต่อความยั่งยืนทั้งหมดนะคะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่าย หรือเลือกวัตถุดิบที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น เลือกซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรในท้องถิ่นที่ปลูกแบบออร์แกนิก ไม่ใช้สารเคมี หรือเลือกใช้สินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสีเขียวต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับสินค้าของเรา และช่วยลดผลกระทบต่อโลกไปพร้อมๆ กันค่ะ ในตอนแรกๆ อาจจะต้องใช้เวลาในการค้นหาและเปรียบเทียบซัพพลายเออร์อยู่บ้าง แต่พอเราเจอคู่ค้าที่ดีที่เข้าใจแนวคิดเดียวกันแล้ว การทำงานร่วมกันก็จะราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น การบอกเล่าเรื่องราวของซัพพลายเออร์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้กับลูกค้าของเรา ก็เป็นการสร้างสตอรี่ที่น่าสนใจและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ของเราได้อีกด้วยนะคะ ฉันเองก็เคยเล่าเรื่องราวของชุมชนที่ปลูกกาแฟให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าก็รู้สึกประทับใจและอยากสนับสนุนมากขึ้นค่ะ นี่แหละค่ะคือพลังของการเชื่อมโยงคุณค่าจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างแท้จริง

จากใจผู้ประกอบการ: ฉันเองก็เริ่มแล้ว คุณก็ทำได้!

Advertisement

ประสบการณ์ตรงในการปรับธุรกิจสู่ความยั่งยืน

ในฐานะผู้ประกอบการตัวเล็กๆ ที่คลุกคลีกับการทำธุรกิจมาสักพักใหญ่ๆ ฉันเข้าใจดีเลยค่ะว่าการตัดสินใจปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างในธุรกิจมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันต้องอาศัยทั้งความกล้า ความเชื่อมั่น และความเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะทำค่ะ แต่จากประสบการณ์ตรงที่ฉันได้เริ่มปรับธุรกิจของตัวเองให้เข้ากับแนวคิดสีเขียวมาแล้ว บอกเลยว่าผลลัพธ์ที่ได้มันคุ้มค่าเกินกว่าที่คิดไว้เยอะเลยค่ะ ตอนแรกก็แอบกังวลเหมือนกันนะคะว่าจะเพิ่มต้นทุนไหม ลูกค้าจะเข้าใจหรือเปล่า แต่พอได้ลองลงมือทำแล้ว ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละเล็กละน้อย จากการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไปจนถึงการสนับสนุนวัตถุดิบจากเกษตรกรในท้องถิ่น สิ่งที่ฉันสัมผัสได้คือเสียงตอบรับที่ดีจากลูกค้าค่ะ พวกเขาไม่ได้แค่ซื้อสินค้าจากฉัน แต่พวกเขารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจโลก ทำให้ลูกค้าเกิดความผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น กลายเป็นลูกค้าประจำที่บอกต่อสิ่งดีๆ ของเราออกไปค่ะ ความรู้สึกตอนที่เห็นลูกค้าเข้าใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ มันเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยนะคะ ทำให้ฉันเชื่อมั่นว่าการเดินหน้าสู่ธุรกิจสีเขียวนี้เป็นเส้นทางที่ถูกต้องและยั่งยืนอย่างแท้จริงค่ะ

บทเรียนและเคล็ดลับจากสนามจริง

친환경 기업의 경영 전략 - **Prompt 2: Sustainable Small Business Cafe in Thailand**
    "An inviting, warm-toned image of a co...
สิ่งที่ฉันเรียนรู้จากสนามจริงเลยก็คือ การเริ่มต้นอาจจะไม่ต้องสมบูรณ์แบบ 100% ก็ได้ค่ะ ขอแค่เราเริ่มลงมือทำและมีความตั้งใจจริงก็พอแล้วค่ะ บทเรียนสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ” ค่ะ การทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ อย่างสม่ำเสมอ ย่อมดีกว่าการทำอะไรใหญ่ๆ แค่ครั้งเดียวแล้วหายไปนะคะ เช่น ถ้าเราตั้งใจจะลดการใช้พลาสติก ก็เริ่มจากการงดใช้ถุงพลาสติกในร้านก่อน หรือรณรงค์ให้ลูกค้านำถุงผ้ามาเอง ถ้าเราตั้งใจจะลดขยะ ก็เริ่มจากการแยกขยะในร้านให้เป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำไปรีไซเคิลได้จริงค่ะ อีกเคล็ดลับหนึ่งที่สำคัญคือ “การสื่อสาร” ค่ะ เราต้องสื่อสารให้ลูกค้าและพนักงานของเราเข้าใจถึงเหตุผลและประโยชน์ที่เรากำลังทำอยู่ค่ะ ไม่ใช่แค่บอกว่า “เราเป็นธุรกิจสีเขียว” แต่ต้องเล่าเรื่องราวเบื้องหลัง ความตั้งใจ และผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนของเราค่ะ พอทุกคนเข้าใจและเห็นภาพเดียวกัน มันก็จะเกิดพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่มากๆ เลยค่ะ และที่สำคัญที่สุดคือ “ความจริงใจ” ค่ะ การทำธุรกิจสีเขียวต้องมาจากใจจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ชั่วคราว เพราะผู้บริโภคในยุคนี้ฉลาดมากค่ะ เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจและจะสนับสนุนธุรกิจที่ซื่อสัตย์กับสิ่งที่ทำเสมอค่ะ

สร้างแบรนด์ให้ติดลมบนด้วยหัวใจสีเขียว: ดึงดูดลูกค้ายุคใหม่

การตลาดที่สร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจ

ในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ฟังก์ชันการใช้งานของสินค้าอีกต่อไป แต่พวกเขามองหา “คุณค่า” ที่สินค้าหรือแบรนด์นั้นๆ ส่งมอบให้ การทำการตลาดแบบสร้างคุณค่าและแรงบันดาลใจด้วยแนวคิดสีเขียวจึงเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากๆ เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าแทนที่เราจะโฆษณาแค่ว่าผลิตภัณฑ์ของเราดีอย่างไร เราเปลี่ยนมาเล่าเรื่องราวเบื้องหลังว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ผลิตขึ้นมาด้วยความใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างไร ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างไร หรือมีส่วนช่วยลดผลกระทบต่อโลกได้อย่างไรบ้าง มันจะน่าสนใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าอยากสนับสนุนมากกว่าจริงไหมคะ ฉันเห็นหลายๆ แบรนด์ในไทยที่ประสบความสำเร็จจากการนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สื่อสารเรื่องราวสีเขียวได้อย่างชัดเจนค่ะ การตลาดแบบนี้ไม่ได้แค่ดึงดูดลูกค้าใหม่ๆ เท่านั้นนะคะ แต่ยังสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับแบรนด์ ทำให้ลูกค้ารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นค่ะ และเมื่อลูกค้ารู้สึกดีกับแบรนด์ของเราแล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยบอกต่อเรื่องราวดีๆ ของแบรนด์เราออกไปเองค่ะ การตลาดสีเขียวจึงเป็นการลงทุนที่ได้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสร้างความภักดีของลูกค้าได้อย่างแท้จริงค่ะ

พลังของการเชื่อมโยงชุมชนและสังคม

การทำธุรกิจสีเขียวไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะคะ แต่มันยังรวมไปถึงการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและชุมชนที่เราดำเนินธุรกิจอยู่ด้วยค่ะ จากที่ฉันได้มีโอกาสไปสัมผัสและพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ ท่านที่ทำธุรกิจสีเขียวในเมืองไทย พบว่าหลายคนให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่นอย่างมากเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อยในราคาที่เป็นธรรม การให้ความรู้และพัฒนาทักษะให้กับคนในชุมชน หรือแม้แต่การสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ การทำแบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งระหว่างแบรนด์กับสังคมอีกด้วยค่ะ ลูกค้าที่เห็นว่าแบรนด์ของเราใส่ใจและร่วมมือกับชุมชน ย่อมรู้สึกชื่นชมและอยากสนับสนุนมากกว่าแบรนด์ที่เน้นแต่ผลกำไรอย่างเดียวค่ะ การเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ถือเป็นการลงทุนทางสังคมที่สร้างผลตอบแทนกลับมาเป็นความน่าเชื่อถือ ความภักดีของลูกค้า และภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ในระยะยาวค่ะ ฉันเชื่อว่าพลังของการเชื่อมโยงชุมชนและสังคมนี่แหละค่ะคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของเราเติบโตได้อย่างมั่นคงและเป็นที่รักของผู้คนไปอีกนานแสนนานเลยค่ะ

มองไปข้างหน้า: โอกาสและเทรนด์ของธุรกิจสีเขียวในอนาคต

นวัตกรรมสีเขียว: สร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อโลกที่ดีขึ้น

พูดถึงอนาคตแล้วเนี่ย สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ก็คือเรื่องของนวัตกรรมสีเขียวค่ะ ทุกวันนี้เราเห็นเทคโนโลยีและแนวคิดใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจแบบยั่งยืนเกิดขึ้นมากมายเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น วัสดุทางเลือกใหม่ๆ ที่สามารถย่อยสลายได้ หรือแม้แต่แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยให้เราบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะคะ แต่มันยังเป็นประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ที่ไร้ขีดจำกัดเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าเราสามารถพัฒนากระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด มันจะสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของเราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าผู้ประกอบการที่กล้าที่จะเปิดรับและนำนวัตกรรมสีเขียวเหล่านี้มาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง จะเป็นผู้ที่สามารถคว้าโอกาสและก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดแห่งอนาคตได้อย่างแน่นอนค่ะ การลงทุนในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน จะเป็นการลงทุนที่ฉลาดและคุ้มค่ามากๆ เลยค่ะ

การรวมกลุ่มและความร่วมมือ: สร้างพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่

ในอนาคตอันใกล้นี้ ฉันเชื่อว่าเราจะได้เห็นการรวมกลุ่มและความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดสีเขียวไปพร้อมๆ กันมากขึ้นค่ะ เพราะการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งจะทำได้โดยลำพังนะคะ มันต้องอาศัยพลังของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการด้วยกันเอง ภาครัฐ ภาคประชาสังคม หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคเองค่ะ ฉันเห็นตัวอย่างที่ดีในประเทศไทยหลายครั้งนะคะ เช่น กลุ่มผู้ประกอบการ SME ที่รวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการทำธุรกิจสีเขียว หรือการที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนนโยบายและมาตรการที่ส่งเสริมธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การรวมกลุ่มและความร่วมมือเหล่านี้จะช่วยสร้างพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างได้อย่างแท้จริงค่ะ

ด้านที่เปรียบเทียบ ธุรกิจแบบดั้งเดิม ธุรกิจสีเขียว (Green Business)
เป้าหมายหลัก เน้นผลกำไรสูงสุดในระยะสั้น เน้นผลกำไรควบคู่ไปกับความยั่งยืนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
การใช้ทรัพยากร เน้นการใช้ทรัพยากรที่หาได้ง่าย อาจมีการสิ้นเปลือง เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสิ้นเปลือง และใช้ทรัพยากรหมุนเวียน/รีไซเคิล
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาจสร้างมลพิษหรือใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน พยายามลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ลดของเสีย ลดการปล่อยมลพิษ
ภาพลักษณ์แบรนด์ เน้นคุณภาพสินค้าและราคา เน้นคุณภาพสินค้า ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
การดึงดูดลูกค้า ดึงดูดลูกค้าที่มองหาสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม ดึงดูดลูกค้าที่ใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อม ยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน
โอกาสในอนาคต อาจเผชิญความท้าทายจากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและค่านิยมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีโอกาสเติบโตในตลาดที่มีความต้องการสินค้าและบริการที่ยั่งยืนสูง
Advertisement

ฉันเชื่อว่าการสร้างเครือข่ายความร่วมมือนี้จะทำให้ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วก็ผ่านไป แต่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำธุรกิจที่ยั่งยืนและมีความรับผิดชอบต่อโลกของเราค่ะ นี่คือโอกาสที่เราทุกคนจะได้ร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้เกิดขึ้นจริงนะคะ

บทสรุปของหัวใจสีเขียว

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน! หวังว่าเรื่องราวของธุรกิจสีเขียวที่ฉันนำมาฝากในวันนี้ จะจุดประกายไอเดียและสร้างแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนได้ไม่มากก็น้อยนะคะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง การที่เราใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคมไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ “กระแส” อีกต่อไปแล้วค่ะ แต่มันคือการสร้าง “คุณค่า” ที่แท้จริงให้กับธุรกิจของเราในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน สร้างภาพลักษณ์ที่ดี หรือแม้แต่การดึงดูดลูกค้าที่รักโลกเหมือนๆ กัน ยิ่งช่วงนี้ฉันเห็นหลายๆ แบรนด์ในไทยเริ่มปรับตัวกันอย่างจริงจัง ก็ยิ่งรู้สึกดีใจที่ทุกคนเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ค่ะ อย่ากลัวที่จะเริ่มจากสิ่งเล็กๆ นะคะ เพราะทุกก้าวเล็กๆ ที่เราทำ ล้วนมีความหมายและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกของเราได้อย่างแน่นอนค่ะ มาร่วมสร้างธุรกิจที่มีหัวใจสีเขียวไปด้วยกันนะคะ!

รู้ไว้ใช่ว่า! เคล็ดลับดีๆ สำหรับธุรกิจและชีวิตรักษ์โลก

1. ผู้บริโภคไทยพร้อมจ่ายเพิ่มเพื่อสิ่งแวดล้อม: ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่าคนไทยกว่า 58% ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเกือบ 12% เพื่อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงโอกาสทองของธุรกิจสีเขียว.
2. ภาครัฐเดินหน้าหนุนเต็มที่: รัฐบาลไทยตั้งเป้าให้โรงงานอุตสาหกรรมกว่า 70,000 แห่งทั่วประเทศเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียวภายในปี 2568 และมีนโยบายส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย อย่าลืมติดตามข่าวสารจากกระทรวงอุตสาหกรรมนะคะ.
3. Green Logistics มาแรงแซงโค้ง: การขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Logistics กำลังเป็นเทรนด์สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว โดยเฉพาะเมื่อทั่วโลกมุ่งสู่มาตรฐานการค้าสีเขียว การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียววันนี้คือการสร้างแต้มต่อในอนาคต.
4. นวัตกรรมสีเขียวสร้างโอกาสใหม่: มองหานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โซลาร์เซลล์ หรือวัสดุรีไซเคิล เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่ช่วยโลก แต่ยังเปิดประตูสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ไร้ขีดจำกัดเลยค่ะ.
5. สร้าง Story Branding ที่จับใจ: อย่าลืมเล่าเรื่องราวเบื้องหลังความใส่ใจสิ่งแวดล้อมของธุรกิจคุณให้ลูกค้าฟัง เพราะการสร้างความประทับใจผ่านคุณค่าที่แท้จริง จะช่วยสร้างความผูกพันและแรงบันดาลใจให้ลูกค้าอยากสนับสนุนธุรกิจของเราไปนานๆ ค่ะ.

Advertisement

เรื่องสำคัญที่ต้องจำ

การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่คืออนาคตของการทำธุรกิจอย่างยั่งยืนในประเทศไทยค่ะ ผู้บริโภคมีความตระหนักและพร้อมสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ภาครัฐก็มีนโยบายส่งเสริมที่ชัดเจน การลงทุนในนวัตกรรมสีเขียวและการสร้างความร่วมมือกับชุมชน จะช่วยให้ธุรกิจของคุณโดดเด่น ลดต้นทุน และสร้างผลกำไรควบคู่ไปกับการดูแลโลกของเรา การเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ และสื่อสารความจริงใจออกไป คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ธุรกิจสีเขียว (Green Business) หรือ ESG ที่พูดถึงกันเนี่ย สรุปแล้วมันคืออะไร แล้วทำไมถึงเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคนี้คะ?

ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยจริงๆ ค่ะ! ธุรกิจสีเขียว หรือ Green Business ก็คือการดำเนินธุรกิจที่ไม่ได้มองแค่กำไรสูงสุดอย่างเดียวแล้วค่ะ แต่มันคือการที่เราใส่ใจสิ่งแวดล้อม สังคม และการบริหารงานอย่างโปร่งใสควบคู่กันไป เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ไม่ใช่แค่ฉาบฉวยนะคะ ลองนึกภาพดูสิคะว่าโลกเรากำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ๆ มากมาย ทั้งโลกร้อน มลพิษเยอะแยะไปหมด พวกเราในฐานะผู้บริโภคอย่างฉันก็รู้สึกได้ถึงผลกระทบในชีวิตประจำวันจริงๆ ค่ะนั่นแหละค่ะ ทำให้ Green Business หรือ ESG เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ ในยุคนี้!
ไม่ใช่แค่แฟชั่นนะคะ แต่มันคือความจำเป็น เพราะอะไรน่ะเหรอคะ? หนึ่งเลยคือ ผู้บริโภคเปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ! จากผลสำรวจหลายๆ ที่บอกเลยว่าคนไทยเรากว่าครึ่งยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมบางที่บอกว่ายอมจ่ายเพิ่มถึง 11-12% เลยทีเดียวค่ะ!
เห็นไหมคะว่าแค่ของดีอย่างเดียวไม่พอแล้ว คนซื้ออยากสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจโลกเหมือนกัน สองคือ นักลงทุนเองก็หันมามองเรื่อง ESG เป็นหลักในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้นด้วยค่ะ เขาเชื่อว่าบริษัทที่ใส่ใจ ESG จะมีความมั่นคงและเติบโตได้ดีในระยะยาว ลดความเสี่ยงได้ดีกว่า สุดท้ายคือ กฎระเบียบต่างๆ จากภาครัฐและทั่วโลกก็เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ถ้าธุรกิจไหนไม่ปรับตัวอาจจะอยู่ยากขึ้น หรือเสียโอกาสทางธุรกิจไปได้เลยนะ ฉันมองว่านี่เป็นโอกาสทองของธุรกิจไทยเลยค่ะ ที่จะแสดงศักยภาพและสร้างความแตกต่างในตลาดโลก!

ถาม: ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) หรือแม้แต่คนธรรมดาอย่างเราๆ จะเริ่มต้นทำธุรกิจสีเขียวหรือใช้แนวคิด ESG ในชีวิตประจำวันได้ยังไงบ้างคะ ต้องใช้เงินเยอะไหม?

ตอบ: เข้าใจเลยค่ะว่าหลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของบริษัทใหญ่ๆ หรือต้องลงทุนมหาศาลใช่ไหมคะ? แต่บอกเลยว่าไม่จำเป็นเลยค่ะ! ในฐานะที่ฉันเองก็เป็นผู้ประกอบการตัวเล็กๆ เหมือนกัน ฉันเชื่อว่าเราทุกคนสามารถเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวเราได้เลยค่ะ ไม่ต้องมีงบเยอะก็ทำได้!
ลองดูนะคะว่ามีอะไรที่เราทำได้บ้าง:
ลดขยะและใช้ซ้ำ (Reduce, Reuse, Recycle): ง่ายที่สุดเลยค่ะ! ในร้านกาแฟของเพื่อนฉัน เขาเริ่มจากเปลี่ยนแก้วพลาสติกมาเป็นแก้วที่ย่อยสลายได้ หรือชวนลูกค้าเอาแก้วส่วนตัวมาเองก็ได้ส่วนลดพิเศษไปเลย แถมยังลดปริมาณขยะที่เราต้องทิ้งทุกวันลงไปได้เยอะมาก ลองคิดดูว่าเราลดขยะได้เท่าไหร่ ก็ประหยัดค่าจัดการขยะได้เท่านั้นเลยนะ หรืออย่างฉันเอง เวลาไปตลาดก็พกถุงผ้าไปเองเสมอค่ะ มันเล็กน้อยมากแต่พอหลายๆ คนทำรวมกันมันสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้จริงๆ ค่ะ
ประหยัดพลังงาน: ธุรกิจ SMEs หลายแห่งในไทยก็เริ่มหันมาติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถ้ายังไม่พร้อมลงทุนใหญ่ขนาดนั้น ลองเริ่มจากการใช้หลอดไฟ LED ปิดไฟ ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้งาน เลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน นี่ก็ช่วยลดต้นทุนไปได้เยอะแล้วค่ะ ฉันเคยเห็นร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาปรับเวลาเปิด-ปิดร้านให้สอดคล้องกับแสงธรรมชาติ ก็ช่วยประหยัดไฟไปได้ไม่น้อยเลยค่ะ
เลือกซัพพลายเออร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม: ลองหันมามองหาคู่ค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมเหมือนเราดูสิคะ อาจจะเป็นวัตถุดิบจากเกษตรกรในท้องถิ่นที่ทำเกษตรอินทรีย์ หรือเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ บางครั้งอาจจะแพงกว่านิดหน่อย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ค่ะ
สร้างเรื่องราวและสื่อสาร: สิ่งสำคัญคือต้องเล่าให้ลูกค้าฟังว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงทำ และมันดียังไงกับโลก การสื่อสารที่ดีจะทำให้ลูกค้าเห็นคุณค่าและอยากสนับสนุนเรามากขึ้น อย่างที่ฉันทำบล็อกอยู่ทุกวันนี้ก็คือการสร้างคอนเทนต์ดีๆ เพื่อให้ทุกคนตระหนักและนำไปปรับใช้ได้จริงนี่แหละค่ะฉันว่าหัวใจสำคัญคือ “เริ่มเล็กๆ แต่ทำจริงจัง” ค่ะ ไม่ว่าธุรกิจจะเล็กแค่ไหน เราก็สร้างผลกระทบเชิงบวกได้เสมอค่ะ!

ถาม: นอกจากภาพลักษณ์ที่ดีแล้ว การทำธุรกิจสีเขียว/ESG มีประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมกับธุรกิจในประเทศไทยบ้างคะ? แล้วมันจะช่วยเรื่อง “เงินๆ ทองๆ” ได้ยังไง?

ตอบ: เป็นคำถามที่โดนใจผู้ประกอบการอย่างเราๆ มากเลยค่ะ! เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจก็ต้องอยู่รอดและทำกำไรได้ใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าการทำธุรกิจสีเขียวหรือ ESG ไม่ได้แค่ทำให้เราดูดีมีภาพลักษณ์เท่านั้นค่ะ แต่มันมีประโยชน์เป็นรูปธรรมที่ “จับต้องได้” และส่งผลดีต่อเรื่อง “เงินๆ ทองๆ” ของเราอย่างน่าทึ่งเลยค่ะ!
ดึงดูดลูกค้าและเพิ่มยอดขาย: อย่างที่ฉันบอกไปในข้อแรกเลยค่ะ คนไทยกว่า 50% ยินดีจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าและบริการรักษ์โลก ถ้าธุรกิจของเรามีจุดยืนที่ชัดเจนเรื่องสิ่งแวดล้อม ลูกค้าจะรู้สึกผูกพันและอยากสนับสนุนเรามากขึ้น ฉันเคยเห็นแบรนด์เสื้อผ้าไทยแบรนด์หนึ่ง เขาเอาเศษผ้าเหลือใช้มาทำเป็นเสื้อผ้าคอลเลกชันใหม่ๆ ที่มีดีไซน์เก๋ไก๋ ลูกค้าก็แห่กันไปอุดหนุนเพราะรู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดขยะด้วย นี่คือการสร้างยอดขายแบบยั่งยืนค่ะ!
ประหยัดต้นทุนในระยะยาว: ตอนแรกอาจจะดูเหมือนลงทุนเยอะ แต่เชื่อไหมคะว่าการเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน ลดการสร้างขยะ การนำของเหลือกลับมาใช้ใหม่ หรือการใช้เทคโนโลยีสีเขียวต่างๆ เนี่ย ในระยะยาวแล้วช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้มหาศาลเลยค่ะ อย่างโรงงานบางแห่งที่ลงทุนระบบบำบัดน้ำเสียแล้วนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ได้แค่ดีต่อโลก แต่ยังประหยัดค่าน้ำไปได้เยอะเลยค่ะ
เข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น: ปัจจุบันสถาบันการเงินและนักลงทุนต่างชาติหลายรายให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีแนวทาง ESG ชัดเจนค่ะ เขามองว่าบริษัทเหล่านี้มีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ทำให้ธุรกิจสีเขียวมีโอกาสเข้าถึง “สินเชื่อสีเขียว” หรือเงินลงทุนจากกองทุน ESG ได้ง่ายกว่า แถมบางทีอาจจะได้อัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าด้วยนะคะ นี่คือโอกาสดีๆ สำหรับ SMEs ที่อยากขยับขยายเลยค่ะ
สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและน่าเชื่อถือ: ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไปเร็วมาก ภาพลักษณ์องค์กรสำคัญสุดๆ ค่ะ การที่เราแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความภักดีให้กับแบรนด์ของเราในใจของผู้บริโภค แถมยังช่วยดึงดูดพนักงานเก่งๆ ที่ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ให้มาร่วมงานกับเราด้วยนะ!
สรุปง่ายๆ ก็คือ การทำธุรกิจสีเขียวหรือ ESG ไม่ใช่แค่ “การทำดี” เพียงอย่างเดียวค่ะ แต่มันคือ “การลงทุนเพื่ออนาคต” ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ลดความเสี่ยง และสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจของเราในระยะยาวได้จริงๆ ค่ะ!
ฉันเชื่อมั่นมากๆ เลยว่าเทรนด์นี้จะอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน และใครที่เริ่มก่อนก็จะได้เปรียบก่อนแน่นอนค่ะ!

📚 อ้างอิง