ไม่รู้ไม่ได้แล้ว! 5 ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อเศรษฐกิจโลกที่คุณต้องเตรียมรับมือ

webmaster

기후 변화와 글로벌 경제 - **Prompt 1: Modern Thai Home with Solar Rooftop**
    "A vibrant, sunny daytime scene of a modern, t...

หนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ต้องไม่พลาดเลยค่ะ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกที่ตอนนี้มันใกล้ตัวเรากว่าที่คิดไว้เยอะเลยจริง ๆ ค่ะ ลองสังเกตดูสิคะว่าช่วงนี้อากาศบ้านเราก็แปรปรวนหนักมาก เดี๋ยวร้อนตับแตก เดี๋ยวฝนตกน้ำท่วมใหญ่ อย่างปีที่ผ่านมาก็ว่ากันว่าเป็นปีที่ร้อนสุด ๆ ไปเลยนะคะ แล้วภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นบ่อยขึ้นแบบนี้มันไม่ได้แค่ทำให้เราไม่สบายกายอย่างเดียว แต่มันกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระเป๋าสตางค์และชีวิตประจำวันของทุกคนเลยค่ะ ทั้งราคาอาหารที่แพงขึ้นเพราะผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย หรือธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องเจอความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อนแต่ในวิกฤตก็ยังมีโอกาสเสมอจริงไหมคะ!

ตอนนี้ทั่วโลกหันมาจับตามองและลงทุนใน “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) และ “Climate Tech” หรือเทคโนโลยีเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันยกใหญ่เลยค่ะ ทั้งการพัฒนาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงธุรกิจรีไซเคิลและนวัตกรรมรักษ์โลกใหม่ ๆ ซึ่งประเทศไทยเองก็กำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ในการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG และตั้งเป้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคตอันใกล้ ตรงนี้แหละค่ะที่เป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการยุคใหม่ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและดีต่อโลกไปพร้อม ๆ กัน ฉันเองก็ได้เห็นเทรนด์เหล่านี้มาแรงมาก ๆ และเชื่อว่านี่คืออนาคตที่เราต้องใส่ใจจริงๆ ค่ะ ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลอะไรกับเศรษฐกิจของเราบ้าง และเราจะคว้าโอกาสเหล่านี้มาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง มาดูกันให้ชัด ๆ เลยค่ะ!

ในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ด้านบล็อกภาษาไทยที่มีผู้เยี่ยมชมกว่า 100,000 คนต่อวัน ฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะมาแชร์ข้อมูลดี ๆ ที่เป็นประโยชน์และเป็นเทรนด์ร้อนแรงตอนนี้ให้ทุกคนได้รู้กันค่ะ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้วนะคะ ฉันเองก็รู้สึกได้เลยว่าอากาศบ้านเราเดี๋ยวนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนจริง ๆ ค่ะ เดี๋ยวร้อนจัดจนแทบจะละลาย เดี๋ยวฝนก็ตกกระหน่ำจนน้ำท่วมใหญ่ พืชผลการเกษตรเสียหายไปเยอะแยะเลย และที่สำคัญคือมันกระทบกับกระเป๋าสตางค์ของเราทุกคนโดยตรงเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นราคาอาหารที่แพงขึ้น หรือธุรกิจต่าง ๆ ที่ต้องเจอกับความท้าทายใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิตแต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอจริงไหมคะ!

ตอนนี้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับ “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) และ “Climate Tech” หรือเทคโนโลยีเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกันอย่างจริงจังเลยค่ะ มีการลงทุนมหาศาลในการพัฒนาพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรอินทรีย์ ไปจนถึงธุรกิจรีไซเคิลและนวัตกรรมรักษ์โลกใหม่ ๆ มากมาย ฉันเองก็ได้เห็นว่าเทรนด์เหล่านี้มาแรงมาก ๆ และเชื่อว่านี่คืออนาคตที่เราต้องใส่ใจจริง ๆ ค่ะ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปกำลังส่งผลอะไรกับเศรษฐกิจของเรา และเราจะคว้าโอกาสเหล่านี้มาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ!

โลกที่ร้อนขึ้น กระทบปากท้องเรายังไงบ้าง?

기후 변화와 글로벌 경제 - **Prompt 1: Modern Thai Home with Solar Rooftop**
    "A vibrant, sunny daytime scene of a modern, t...
อากาศที่ร้อนขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนหนักขึ้นทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความไม่สบายกายเท่านั้นนะคะ แต่มันกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจของพวกเราทุกคนเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยรู้สึกเหมือนฉันใช่ไหมคะ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็แพงไปหมด โดยเฉพาะข้าวของเครื่องใช้และอาหารการกินนี่แหละค่ะ สาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนี่แหละค่ะที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายหนักมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม หรืออุณหภูมิที่สูงขึ้นผิดปกติ ล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตพืชผลที่ออกมาไม่ตรงตามฤดูกาล ทำให้ปริมาณผลผลิตลดลง หรือคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร พอของมีน้อยลงแต่ความต้องการยังเท่าเดิมหรือมากขึ้น ราคาก็ต้องขยับขึ้นตามกลไกตลาดเป็นเรื่องธรรมดาเลยค่ะ อย่างปีที่ผ่านมา ข้าวของในตลาดหลายอย่างก็ปรับราคาสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยใช่ไหมคะ แล้วลองคิดดูสิคะว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ราคาอาหารในบ้านเราจะพุ่งไปถึงไหนกันนะ นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและบริการเองก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะเมื่อภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้น ธุรกิจต่าง ๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน การหยุดชะงักของกระบวนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการปรับตัวที่สูงขึ้น นี่เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องหันมาใส่ใจและเตรียมรับมืออย่างจริงจังแล้วล่ะค่ะ

อาหารแพงเพราะอากาศแปรปรวน: จากไร่นาถึงจานข้าวเรา

ฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบทำอาหารทานเองนะคะ แล้วช่วงนี้เวลาไปเดินตลาดทีไรก็รู้สึกใจหายทุกทีเลยค่ะ ผักบางชนิดแพงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรือบางทีก็หาซื้อยากมาก ๆ สาเหตุหลัก ๆ ก็มาจากการที่สภาพอากาศมันเอาแน่เอานอนไม่ได้นี่แหละค่ะ อย่างภาวะเอลนีโญที่ทำให้เกิดความแห้งแล้งและร้อนจัดในบ้านเราเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างมาก เกษตรกรหลายคนต้องประสบปัญหาพืชผลเสียหาย ขาดแคลนน้ำ และต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อประคับประคองผลผลิต ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไปอีก พอต้นทุนสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรก็จะถูกส่งผ่านมายังผู้บริโภคอย่างเรา ๆ นี่แหละค่ะ ไม่ใช่แค่ผักผลไม้เท่านั้นนะคะ แม้แต่เนื้อสัตว์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะราคาอาหารสัตว์ เช่น ข้าวโพด กากถั่วเหลือง ก็แพงขึ้นเนื่องจากผลผลิตลดลงจากปัญหาการเพาะปลูกที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวน พูดง่าย ๆ คือ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ได้รับผลกระทบกันหมดเลยค่ะ นี่แหละคือผลพวงที่ใกล้ตัวที่สุดของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ฉันสัมผัสได้เลย

ธุรกิจติดขัดเพราะภัยธรรมชาติ: ความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องเจอ

หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องภัยธรรมชาติเป็นเรื่องของเกษตรกรเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมันกระทบกับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเลยนะคะ ฉันได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจโรงงานผลิตสินค้า เขาก็เล่าให้ฟังว่าช่วงน้ำท่วมใหญ่เมื่อหลายปีก่อน โรงงานต้องหยุดผลิตไปเป็นเดือน ๆ เลยค่ะ แถมยังต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการซ่อมแซมความเสียหายและฟื้นฟูเครื่องจักร นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ ในปัจจุบัน ธุรกิจต่าง ๆ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านกายภาพจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นบ่อยขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพายุ น้ำท่วมฉับพลัน หรือคลื่นความร้อนสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ อาจเกิดการหยุดชะงักของ supply chain หรือการขนส่งสินค้า ที่สำคัญคือยังต้องเจอกับกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้นจากประเทศคู่ค้า ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและลงทุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้สินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่เช่นนั้นก็อาจจะส่งออกได้ยากขึ้น หรือเสียความสามารถในการแข่งขันไปเลยค่ะ

โอกาสทองในวิกฤต: เศรษฐกิจสีเขียวไม่ได้แค่รักษ์โลก แต่ทำเงินได้จริง!

ฉันเองก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่า แม้สถานการณ์จะดูท้าทายแค่ไหน แต่ในทุกวิกฤตก็มักจะมีโอกาสใหม่ ๆ ซ่อนอยู่เสมอจริงไหมคะ! ตอนนี้ทั่วโลกกำลังมองเห็นศักยภาพมหาศาลใน “เศรษฐกิจสีเขียว” หรือ Green Economy ซึ่งไม่ได้เป็นแค่การรักษ์โลกเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและทำกำไรได้อย่างแท้จริงอีกด้วยค่ะ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเองก็กำลังเดินหน้าผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) อย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนข้อได้เปรียบที่เรามีอยู่ ทั้งความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม ให้เป็นความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เป้าหมายคือการสร้างเศรษฐกิจที่เติบโต แข่งขันได้ในระดับโลก มีการกระจายรายได้สู่ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อีกมหาศาลเลยทีเดียวค่ะ ลองมองไปรอบ ๆ ตัวสิคะ จะเห็นว่ามีธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรอินทรีย์ หรือแม้แต่การจัดการของเสีย เกิดขึ้นมามากมายเลย นี่แหละค่ะคือโอกาสที่พวกเราจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้ และสร้างอนาคตที่ดีกว่าไปด้วยกัน

พลังงานสะอาด: อนาคตที่สดใสของธุรกิจพลังงาน

พูดถึงพลังงานสะอาดแล้ว ฉันเชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับ Solar Rooftop กันดีใช่ไหมคะ เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็เห็นบ้านเรือนหรืออาคารธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคากันเต็มไปหมดเลยค่ะ นี่แสดงให้เห็นว่าเทรนด์พลังงานสะอาดกำลังมาแรงจริง ๆ และไม่ได้เป็นแค่กระแสชั่วคราวแล้วนะคะ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ราคาค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ การผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์จึงกลายเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้มากเลยค่ะ ภาครัฐเองก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) ก็ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงถึง 51% ภายในปี 2580 โดยพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญที่สุดค่ะ ฉันเองก็เคยคิดจะติด Solar Rooftop ที่บ้านเหมือนกันนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟแล้ว ยังรู้สึกดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) บูม: เมื่อการเดินทางเปลี่ยนไป

ใคร ๆ ก็พูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV กันใช่ไหมคะ! ฉันเองก็ได้เห็นรถ EV วิ่งบนท้องถนนบ้านเราเยอะขึ้นมาก ๆ เลยค่ะ ตอนแรกฉันก็ลังเลอยู่นานเหมือนกันว่าจะเปลี่ยนมาใช้ดีไหม แต่พอได้ศึกษาข้อมูลและเห็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงแบบนี้ ก็เริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เลยค่ะ การเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและอาเซียนถือเป็นโอกาสทองของธุรกิจที่เกี่ยวข้องเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ สถานีชาร์จไฟฟ้า หรือแม้แต่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับแบตเตอรี่ รัฐบาลเองก็มีนโยบายสนับสนุนการใช้ EV อย่างเต็มที่ ทั้งมาตรการลดภาษีและเงินอุดหนุนต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้รถ EV กันมากขึ้น ฉันว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของรถยนต์นะคะ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางครั้งใหญ่ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและทำให้เมืองของเรามีอากาศบริสุทธิ์ขึ้นด้วยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าทุกคนหันมาใช้รถ EV กันหมด อากาศในกรุงเทพฯ จะดีขึ้นขนาดไหน!

Advertisement

Climate Tech: นวัตกรรมกู้โลกที่กำลังพลิกโฉมวงการ

พอพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยกู้โลก หรือ Climate Tech หลายคนอาจจะนึกถึงเรื่องยาก ๆ ไกลตัวใช่ไหมคะ แต่จริง ๆ แล้วมันใกล้ตัวเรากว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ฉันเองก็ได้เห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าทึ่งมากมายที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกำลังเข้ามาพลิกโฉมวงการต่าง ๆ อย่างรวดเร็วเลยค่ะ Climate Tech ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องพลังงานสะอาดเท่านั้นนะคะ แต่มันครอบคลุมไปถึงทุกอุตสาหกรรมเลย ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรมไปจนถึงภาคการเงินเลยทีเดียว ในภูมิภาคอาเซียนของเราเองก็กำลังเป็นที่จับตาของนักลงทุนทั่วโลกในด้าน Climate Tech ด้วยศักยภาพและโอกาสในการเติบโตที่สูงมาก มีเงินลงทุนจากกองทุนใหญ่ ๆ ไหลเข้ามาในสตาร์ตอัพด้าน Climate Tech ในอาเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเลยค่ะ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่วิธีการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้นนะคะ แต่มันยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับโลกของเราด้วยค่ะ

เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ: ปลูกอย่างฉลาด สู้ภัยแล้งได้

ในฐานะคนไทยที่ผูกพันกับการเกษตร ฉันรู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming มาก ๆ เลยค่ะ เพราะอย่างที่เราคุยกันไปแล้วว่าภาคเกษตรของเราได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนหนักมาก ๆ เทคโนโลยีนี้แหละค่ะที่จะเข้ามาช่วยให้เกษตรกรของเราสามารถรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฉันเคยเห็นฟาร์มตัวอย่างที่ใช้ระบบเซ็นเซอร์วัดค่าอุณหภูมิ ความชื้น และความอุดมสมบูรณ์ของดินแบบเรียลไทม์ แล้วก็มีระบบให้น้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งคาดเดาปริมาณอีกต่อไปแล้วค่ะ แถมยังมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจและเก็บข้อมูลในพื้นที่เพาะปลูกอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างแม่นยำ ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น ประหยัดทั้งน้ำ ปุ๋ย และแรงงาน และยังช่วยเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานอีกด้วย นี่แหละค่ะคือการพลิกโฉมการเกษตรของไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้แค่เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศอีกด้วยนะคะ

การจัดการของเสียแบบยั่งยืน: เปลี่ยนขยะให้เป็นทองคำ

ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้สึกหงุดหงิดกับปัญหาขยะในบ้านเราใช่ไหมคะ ขยะล้นเมือง มลพิษจากขยะ หรือแม้แต่ปัญหาพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก แต่ตอนนี้โลกกำลังมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยน “ขยะ” ให้กลายเป็น “ทองคำ” ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเทคโนโลยีการจัดการของเสียแบบยั่งยืนค่ะ หลักการง่าย ๆ ก็คือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียให้น้อยที่สุด หรือเท่ากับศูนย์ โดยการนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ซ้ำ แปรรูป หรือรีไซเคิลให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ฉันเห็นหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หรือแม้แต่การนำขยะอินทรีย์ไปแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล หรือปุ๋ยอินทรีย์ นี่ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาขยะเท่านั้นนะคะ แต่มันยังเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศอีกด้วยค่ะ ฉันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ง่าย ๆ เลย แค่เริ่มต้นจากการแยกขยะที่บ้านของเรานี่แหละค่ะ

นโยบายภาครัฐกับบทบาทในการขับเคลื่อน

Advertisement

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดการสนับสนุนและผลักดันจากภาครัฐใช่ไหมคะ ฉันเองก็ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด และเห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจสีเขียวมาก ๆ เลยค่ะ มีการกำหนดนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ออกมาอย่างชัดเจน เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่พูดถึงไปแล้ว หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การตอบรับกระแสโลกเท่านั้นนะคะ แต่เป็นการวางรากฐานที่สำคัญเพื่อสร้างความมั่นคงและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทยในระยะยาวเลยค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนอย่างเรา ๆ ก็จะสามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอนค่ะ

โมเดลเศรษฐกิจ BCG: จุดแข็งของประเทศไทย

ถ้าจะพูดถึงนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก ๆ ตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้น “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” นี่แหละค่ะ ฉันเองก็ได้ศึกษาโมเดลนี้มาบ้าง และรู้สึกว่ามันเป็นแนวคิดที่น่าสนใจมาก ๆ เลยนะคะ BCG ย่อมาจาก Bio-Circular-Green Economy คือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวมที่เน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Bio-economy) การใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและนำกลับมาใช้ใหม่ (Circular Economy) และการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Economy) ซึ่งโมเดลนี้สอดรับกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ด้วยค่ะ จุดแข็งของประเทศไทยคือเรามีความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์มาก ๆ BCG จะเข้ามาช่วยเปลี่ยนข้อได้เปรียบเหล่านี้ให้เป็นความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและอาหาร พลังงาน การแพทย์ และการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้กว่า 4.4 ล้านล้านบาท และสร้างการจ้างงานได้ถึง 16.5 ล้านคนภายใน 5 ปีข้างหน้าเลยนะคะ

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว: สร้างอนาคตที่มั่นคง

기후 변화와 글로벌 경제 - **Prompt 2: Smart Farming in a Thai Rice Paddy**
    "A wide-angle shot of a serene and fertile rice...
นอกจากการผลักดันโมเดล BCG แล้ว ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตด้วยค่ะ ฉันเองก็ได้เห็นข่าวการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ หรือการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดและระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีประสิทธิภาพ ธนาคารโลกเองก็แนะนำให้ประเทศไทยลงทุนอย่างชาญฉลาดด้านสภาพภูมิอากาศ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ไทยก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้อย่างยั่งยืน การลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่การสร้างสิ่งปลูกสร้างเท่านั้นนะคะ แต่มันคือการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ การสร้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาวเลยค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าเรามีระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีอาคารที่ประหยัดพลังงาน และเมืองที่เต็มไปด้วยพื้นที่สีเขียว ชีวิตของเราจะดีขึ้นขนาดไหน!

ผู้บริโภคยุคใหม่: เมื่อ “รักษ์โลก” กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต

ฉันรู้สึกได้เลยค่ะว่าคนยุคนี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ๆ หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องที่อยู่บนหน้าข่าวเท่านั้น แต่การ “รักษ์โลก” มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปแล้วค่ะ ฉันเองก็สังเกตเห็นจากเพื่อน ๆ และคนรอบข้างที่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือเลือกใช้บริการจากแบรนด์ที่แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ผลสำรวจหลาย ๆ ชิ้นก็ยืนยันตรงกันว่าผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากพร้อมที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อสินค้าที่ยั่งยืนและดีต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะต้องจ่ายแพงกว่าปกติก็ตามค่ะ นี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้มองแค่เรื่องราคาหรือคุณภาพสินค้าเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อโลกและสังคมด้วยค่ะ แบรนด์ไหนที่เข้าใจและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเหล่านี้ได้ ก็จะสามารถครองใจลูกค้าและเติบโตได้อย่างยั่งยืนแน่นอนค่ะ

แบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม: ได้ใจลูกค้าไปเต็มๆ

สมัยนี้แบรนด์ไหนที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมนี่แทบจะอยู่ยากเลยนะคะ ฉันเห็นหลาย ๆ แบรนด์ใหญ่ ๆ หันมาปรับตัวกันอย่างจริงจังเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการปรับกระบวนการผลิตให้ลดการปล่อยคาร์บอน การเลือกใช้วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ แบรนด์เหล่านี้ไม่ได้แค่ทำเพื่อภาพลักษณ์เท่านั้นนะคะ แต่เป็นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความยั่งยืนเป็นอันดับต้น ๆ เลยค่ะ ฉันเองก็ยอมรับว่าเวลาเลือกซื้อสินค้า ก็จะมองหาโลโก้หรือสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือดูว่าแบรนด์นั้น ๆ มีนโยบายเกี่ยวกับความยั่งยืนยังไงบ้าง เพราะการที่เราเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ก็เท่ากับว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างโลกที่ดีขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ นี่แหละค่ะคือพลังของผู้บริโภคที่จะขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว

การตัดสินใจซื้อที่เปลี่ยนไป: มองหาความยั่งยืน

พฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของคนเราเปลี่ยนไปจริง ๆ ค่ะ จากเมื่อก่อนที่เราอาจจะมองแค่เรื่องราคาเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ฉันรู้สึกว่ามีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืน การวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า 74% ของผู้บริโภคชาวไทยมีโอกาสเลือกใช้สินค้าและพร้อมปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีต่อสิ่งแวดล้อม และที่น่าสนใจคือผู้บริโภคกลุ่มนี้ยังเต็มใจที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่สนับสนุนสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคมีความตระหนักรู้และต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ค่ะ ฉันคิดว่านี่เป็นเทรนด์ที่ไม่มีวันตายเลยค่ะ เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนและเป็นอนาคตของพวกเรา

เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมรับมือและคว้าโอกาส

ฉันเชื่อว่าอ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะเริ่มเห็นแล้วใช่ไหมคะว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นแค่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่กระทบกับเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในขณะเดียวกันก็เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจมากมายเลยค่ะ ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ พนักงาน หรือแม้แต่ผู้บริโภค เราก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมรับมือและคว้าโอกาสเหล่านี้มาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้ค่ะ ฉันเองก็ได้เรียนรู้และปรับตัวไปพร้อม ๆ กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และอยากจะแบ่งปันแนวคิดง่าย ๆ ที่เราทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ๆ นะคะ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้กับโลกของเราค่ะ

ปรับธุรกิจให้ยืดหยุ่น: ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศ

สำหรับผู้ประกอบการแล้ว การปรับธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เลยค่ะ ฉันเห็นหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น การใช้ข้อมูลสภาพอากาศเพื่อวางแผนการผลิต หรือการกระจายแหล่งวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงจากการเสียหายของพืชผลในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง นอกจากนี้ การลงทุนในเทคโนโลยี Climate Tech ต่าง ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งขึ้นได้ค่ะ เช่น การติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อลดค่าไฟฟ้าในระยะยาว หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อตอบสนองกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าที่เข้มงวดขึ้น การปรับตัวเหล่านี้อาจต้องใช้เงินลงทุนในช่วงแรก แต่ในระยะยาวแล้วจะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับธุรกิจของคุณได้อย่างแน่นอนค่ะ

พัฒนาทักษะใหม่ๆ: เพื่อรองรับเศรษฐกิจสีเขียว

โลกที่กำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำนี้ กำลังสร้างความต้องการทักษะใหม่ ๆ ในตลาดแรงงานอย่างมหาศาลเลยค่ะ ฉันเองก็ได้เห็นการประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาด Climate Tech หรือผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เลยค่ะ นี่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกคนที่จะพัฒนาตัวเองและเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจสีเขียวนะคะ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการเกษตรอัจฉริยะ หรือแม้แต่ความรู้เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การลงทุนกับการพัฒนาตัวเองในวันนี้ จะเป็นการสร้างความมั่นคงในอาชีพการงานให้กับคุณในอนาคตอย่างแน่นอนค่ะ ลองมองหาคอร์สเรียนออนไลน์ หรือเข้าร่วมเวิร์คช็อปต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดูนะคะ ฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ค่ะ

โอกาสสำคัญในเศรษฐกิจสีเขียวของประเทศไทย
ประเภทโอกาส รายละเอียด ตัวอย่างธุรกิจ/เทคโนโลยี
พลังงานสะอาด การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop), โรงไฟฟ้าพลังงานลม, พลังงานชีวมวล, แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน
ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การพัฒนาและใช้ยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษทางอากาศ สถานีชาร์จ EV, ผู้ผลิตรถยนต์ EV, ธุรกิจแบตเตอรี่ EV, ธุรกิจให้เช่ารถ EV
เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรับมือกับสภาพอากาศแปรปรวน ระบบให้น้ำอัตโนมัติ, โดรนเพื่อการเกษตร, เซ็นเซอร์วัดค่าดินและอากาศ, เทคโนโลยีควบคุมโรคพืช
เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตที่เน้นการใช้ทรัพยากรซ้ำ ลดขยะ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสีย ธุรกิจรีไซเคิล, การผลิตสินค้าจากวัสดุรีไซเคิล, การนำขยะไปผลิตพลังงาน, ธุรกิจซ่อมแซมและเช่าใช้
การเงินสีเขียว (Green Finance) การสนับสนุนทางการเงินสำหรับโครงการหรือธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Green Bond, กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน, สินเชื่อสีเขียวสำหรับธุรกิจ, แพลตฟอร์มการลงทุน Climate Tech
Advertisement

สรุปส่งท้าย

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน ฉันหวังว่าข้อมูลที่นำมาฝากวันนี้จะทำให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้นนะคะว่าเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ไกลตัว แต่เป็นเรื่องเศรษฐกิจและปากท้องของเราทุกคนเลยค่ะ ทั้งราคาอาหารที่แพงขึ้น ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตเราในทุกๆ วัน

แต่ในความท้าทายนี้ก็มีโอกาสทองซ่อนอยู่มากมาย ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยี Climate Tech ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เราต้องจับตาดูและพร้อมคว้าโอกาส ฉันอยากชวนทุกคนมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ หรือการมองหาโอกาสใหม่ๆ ในธุรกิจ เพราะทุกก้าวที่เราทำ ล้วนมีความหมายต่อโลกและอนาคตของเราอย่างแท้จริงเลยค่ะ

เรื่องน่ารู้ที่คุณควรรู้

1. การแยกขยะที่บ้านเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยลดปริมาณขยะของประเทศได้ อย่ามองข้ามพลังของการเริ่มต้นง่ายๆ นี้เลยนะคะ

2. พิจารณาติดตั้ง Solar Rooftop ที่บ้านหรือที่ทำงาน ไม่เพียงช่วยประหยัดค่าไฟในระยะยาว ซึ่งกำลังมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนและดีต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอนค่ะ

3. หากเป็นผู้ประกอบการ ลองศึกษาแนวทางการปรับธุรกิจให้เข้ากับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตในตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ

4. สนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแบรนด์ที่ใส่ใจ เพราะพลังของผู้บริโภคอย่างเราๆ สามารถขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อโลกได้เสมอค่ะ

5. พัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสะอาดหรือเทคโนโลยี Climate Tech เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต เพราะเศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมายเลยค่ะ

Advertisement

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของเรา ทั้งราคาอาหารที่สูงขึ้น ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และความท้าทายสำหรับภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตนี้กลับมีโอกาสใหม่ๆ มหาศาลใน “เศรษฐกิจสีเขียว” และ “Climate Tech” ซึ่งรวมถึงพลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า เกษตรอัจฉริยะ และการจัดการของเสียแบบยั่งยืน โอกาสเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากนโยบายภาครัฐและการผลักดันจากกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การปรับตัวของธุรกิจ การลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว และการพัฒนาทักษะส่วนบุคคลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับความท้าทายและคว้าโอกาสเหล่านี้ เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและอนาคตที่ดีกว่าเดิมให้กับประเทศไทยของเราทุกคนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าและเศรษฐกิจไทยของเราโดยตรงยังไงบ้างคะ?

ตอบ: โอ้โห! เรื่องนี้ต้องบอกเลยว่ากระทบโดยตรงและใกล้ตัวกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะเพื่อน ๆ อย่างแรกเลยที่เห็นได้ชัดเจนคือ “ราคาอาหาร” ที่แพงขึ้นแบบก้าวกระโดด ฉันเองก็ตกใจกับราคาผักบางชนิดที่ปรับขึ้นเยอะมาก สาเหตุหลัก ๆ เลยก็มาจากอากาศที่แปรปรวนนี่แหละค่ะ ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม หรือแมลงศัตรูพืชระบาด ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ปริมาณของลดลง แต่ความต้องการยังเท่าเดิม ราคาเลยพุ่งสูงขึ้นไงคะ ลองคิดดูสิคะว่าถ้าวัตถุดิบแพงขึ้น ร้านอาหารข้างนอกก็ต้องปรับราคาตาม เราก็ต้องจ่ายแพงขึ้นด้วยนอกจากอาหารแล้ว ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วมใหญ่ ก็ทำให้ธุรกิจหลายอย่างหยุดชะงักได้นะคะ โรงงานเสียหาย ขนส่งไม่ได้ สินค้าไม่ถึงมือผู้บริโภค มันกระทบไปทั้งห่วงโซ่อุปทานเลยค่ะ แถมยังทำให้ค่าครองชีพโดยรวมสูงขึ้น หรือที่เราเรียกว่า “เงินเฟ้อ” นั่นเอง ส่วนในระยะยาว ธนาคารโลกยังเคยเตือนว่า GDP ของไทยอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญเลยนะคะ ถ้าเราไม่ปรับตัว ที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือ คนที่อยู่ภาคเกษตรกรรมและกลุ่มเปราะบางจะได้รับผลกระทบหนักกว่าใครเพื่อนเลยค่ะ ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมยิ่งถ่างออกไปอีก แถมตอนนี้ประเทศคู่ค้าหลาย ๆ ที่ก็เริ่มมองหาสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าธุรกิจไทยไม่ปรับตัว ก็อาจจะเสียโอกาสทางการค้าไปเยอะเลยค่ะ ฟังแล้วน่าเป็นห่วงจริง ๆ ใช่ไหมคะ

ถาม: แล้ว “เศรษฐกิจสีเขียว” กับ “Climate Tech” คืออะไรกันแน่คะ แล้วคนไทยอย่างเราจะได้รับประโยชน์หรือสร้างโอกาสจากเรื่องนี้ได้ยังไงบ้าง?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ! ง่าย ๆ เลยคือ “เศรษฐกิจสีเขียว” (Green Economy) ก็คือการพัฒนาเศรษฐกิจไปพร้อม ๆ กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและสังคมค่ะ ไม่ใช่แค่คิดถึงกำไรอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ต้องใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ลดของเสีย และควบคุมมลพิษด้วย ส่วน “Climate Tech” หรือเทคโนโลยีภูมิอากาศเนี่ย ก็คือเทคโนโลยีที่มาช่วยแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรงเลยค่ะ ตั้งแต่พลังงานสะอาดไปจนถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เราใช้ชีวิตแบบยั่งยืนมากขึ้น อย่าง AI หรือ IoT ที่เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงานในโรงงานหรือที่บ้านเรานั่นเองแล้วเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
บอกเลยว่าเยอะมากค่ะ! อย่างแรกเลยคือ “โอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ” เพียบเลยค่ะ ฉันเห็นหลายคนเริ่มหันมาทำ “ธุรกิจพลังงานสะอาด” กันเยอะขึ้น ทั้งโซลาร์เซลล์ หรือพลังงานชีวมวล เพราะบ้านเรามีศักยภาพสูงมาก “เกษตรอินทรีย์” ก็มาแรงสุด ๆ เพราะคนหันมาใส่ใจสุขภาพและอยากกินอาหารปลอดสารพิษมากขึ้น หรือจะเป็น “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” ที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติก็กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวสายกรีนนะคะไม่แค่นั้นนะคะ ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับการจัดการขยะ การรีไซเคิล การผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเลยค่ะ ส่วนตัวฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่เราจะได้เห็นธุรกิจไทยก้าวไปสู่ระดับโลกด้วยนวัตกรรมที่ยั่งยืน และเราเองก็ได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ สิ่งแวดล้อมดีขึ้น แถมยังช่วยโลกไปพร้อม ๆ กันด้วยค่ะ ที่สำคัญคือ ธุรกิจที่ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวก็ยังมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ที่ให้เงื่อนไขพิเศษ เช่น ดอกเบี้ยต่ำด้วยนะคะ ใครสนใจธุรกิจแนวนี้ นี่คือเวลาทองเลยค่ะ!

ถาม: ประเทศไทยเรากำลังดำเนินการอะไรเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคว้าโอกาสเหล่านี้บ้างคะ?

ตอบ: ประเทศไทยเราไม่ได้นิ่งนอนใจเลยค่ะ! รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนมาก ๆ ว่าเราจะมุ่งสู่ “ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี พ.ศ. 2593” (ค.ศ.
2050) และ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2608” (ค.ศ. 2065) เลยนะคะ ซึ่งนี่เป็นเป้าหมายที่ท้าทายแต่ก็สร้างโอกาสมหาศาลค่ะหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนนี้คือ “โมเดลเศรษฐกิจ BCG” (Bio-Circular-Green Economy) ที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติเลยค่ะ ฉันว่าโมเดลนี้ฉลาดมาก ๆ เลยนะคะ เพราะมันรวมเอาแนวคิดดี ๆ 3 อย่างเข้าไว้ด้วยกัน:
Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ): คือการนำความหลากหลายทางชีวภาพและผลผลิตทางการเกษตรของไทย มาเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมค่ะ เช่น การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีสารอาหารสูงขึ้น หรือนำวัตถุดิบธรรมชาติมาใช้ให้คุ้มค่าที่สุด
Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน): เน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดของเสียให้น้อยที่สุดหรือเป็นศูนย์เลยค่ะ อย่างการนำขยะกลับมาแปรรูปเป็นสินค้าใหม่ หรือเปลี่ยนของเหลือทิ้งจากการเกษตรให้เป็นพลังงานชีวภาพ
Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว): ซึ่งเป็นกรอบใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งหมด คือการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายธรรมชาติ ลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมค่ะนอกจากนี้ ตอนนี้ไทยเรากำลังอยู่ระหว่างการยกร่าง “พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change Act) ด้วยนะคะ เพื่อเป็นกรอบกฎหมายที่ชัดเจนในการลดก๊าซเรือนกระจกและมาตรการปรับตัวต่าง ๆ รวมถึงการนำหลักการเก็บ “ภาษีคาร์บอน” มาใช้ด้วยค่ะ ตรงนี้เองค่ะที่เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน เพราะภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับธุรกิจที่หันมาทำกิจกรรมสีเขียวด้วย แถมยังมีการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวต่าง ๆ เช่น การจัดการน้ำท่วม การปกป้องชายฝั่ง หรือเกษตรอัจฉริยะด้วยค่ะ ใครกำลังมองหาโอกาสทำธุรกิจ บอกเลยว่าประเทศไทยกำลังเปิดประตูต้อนรับธุรกิจสีเขียวอย่างเต็มที่เลยค่ะ!

📚 อ้างอิง